อะไรเหนื่อยกว่ากันตอนปั่นจักรยาน ระหว่างสมองหรือขา? [บทความเเปล]

Posted by ชุดปั่นจักรยาน 12/07/2016 0 Comment(s)

 

 

 

อะไรที่เหนื่อยก่อนกัน ระหว่างสมองหรือขาเรา?

 

 

 

 

 

 

พวกเราเหล่านักปั่นต่างรู้ดีว่าเมื่อเราปั่นจักรยานจนถึงขีดจำกัดร่างกายตัวเองแล้วเราจะรู้สึกอย่างไร  โดยมากแล้วก็คือการที่เรารู้สึกไม่สามารถคุม pace การขี่ได้อีกต่อไป  ชุดปั่นจักรยานก็เหนียวเหนอะด้วยเหงื่อไปทั้งตัว แต่อะไรล่ะที่เป็นสาเหตุ  อะไรที่เป็นตัวกำหนดขีดจำกัดเราข้อนี้ พวกเราพบว่ามีปัจจัยมากมาย

 

 

นักวิจัยทั้งหลายต่างพยายามหาปัจจัยที่แน่นอนเหล่านั้น  และจากการวิจัยล่าสุดจาก  Medicine & Science in Sports & Exercise พบความรู้ใหม่ที่น่าสนใจ  การศึกษาจากเควิน  โธมัสและเพื่อนร่วมงานของเค้าจากมหาวิทยาลัย Northumbria  ค้นพบความเกี่ยวโยงกันของระบบประสาทส่วนกลางในแต่ละช่วงของการปั่นจักรยาน

 

 

สำหรับการศึกษาของเควินนั้นได้จัดกลุ่มตัวอย่าง โดยคัดเลือก 12 นักปั่นจักรยานที่มีประสบการณ์  และให้ทดลองปั่นในวันที่แตกต่างกัน  โดนแบ่งออกเป็นสามช่วงเวลาในการปั่น  และจะปั่นจนถึงขั้นเหนื่อยหอบโดยมีกำหนดแรงที่ใช้ในการปั่น  ในการปั่นทดลองอันหนึ่งจะถูกเซ็ตให้ปั่นจนเหนื่อยหอบที่เวลาประมาณ 3 นาที  ในขณะที่อีกสองอันจะใช้เวลา 11 และ 42 นาทีตามลำดับ

 

 

ถ้าหากเราดูที่การเปลี่ยนแปลงของหน่วยวัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาเราโดยใช้แรงในการวัด  หรือ  Maximal voluntary contraction (MVC)  หลังจากการทดสอบปั่นทั้งสามแบบจะได้ผลตามตลาดข้างล่าง  (ระยะเวลาน้อยสุดอยู่ด้านซ้าย  และมากสุดอยู่ด้านขวา)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จะเห็นได้ว่าหากเราพิจารณาระดับกล้ามเนื้ออ่อนล้า  โดยวัดจากแรงที่ต้องใช้  ผลที่ออกมาเกือบจะเหมือนกัน  และแตกต่างกันที่ประมาณไม่เกิน15เปอเซ็น  แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าภายในมัดกล้ามเนื้อของคุณนั้นจะได้ผลแบบนี้เสมอไป  ซึ่งนักวิจัยได้มองลึกไปอีกขั้นนึงโดยใช้เทคนิคในการตรวจสอบว่าจุดไหนในกล้ามเนื้อกันแน่ที่ความอ่อนล้าสะสมอยู่

 

 

คุณสามารถใช้เทคนิคการกระตุ้นด้วยไฟฟ้าเพื่อดูความสัมพันธ์ของเส้นประสาทและการกระตุกของกล้ามเนื้อ  ซึ่งมันจะบอกเราได้ว่าการทำงานของกล้ามเนื้อเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง  โดยต่อจากนี้การเปลี่ยนแปลงนี้เราจะเรียกมันว่า”ความเมื่อยล้าที่กล้ามเนื้อเองหรือ Peripheral fatigue”  เพราะว่ามันเกิดในกล้ามเนื้อ

 

 

และเรายังแบ่งการศึกษาให้ลึกลงไปอีกโดยการใช้เทคนิคที่เรียกว่าการกระตุ้นสมองเฉพาะที่ด้วยสนามแม่เหล็ก  ซึ่งทำให้เกิดการกระตุ้นภายในสมองที่จะส่งสัญญาณไปยังกล้ามเนื้อขาให้กระตุก  ซึ่ง ณ จุดนี้ด้วยวิธีการนี้จะทำให้เรารู้มาตรวัดของปริมาณสัญญาณสูงสุดที่ส่งจากสมองไปยังขา  เราจะเรียกมันว่า “ความล้าจากส่วนกลางหรือ Central fatigue”  เพราะว่าเราจะพบได้ในระบบประสาทส่วนกลางหรือในสมองเท่านั้น

 

 

และตารางด้านล่างจะแสดงให้เห็นถึงกล้ามเนื้อกระตุกอย่างไรหลังจากการทดสอบทั้งสามระยะเวลา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จากรูปจะเห็นได้ว่าการปั่นจนเหนื่อยในระยะเวลาที่สามนาทีจะทำให้เกิดความเมื่อยล้าที่กล้ามเนื้อมากที่สุด  และกล้ามเนื้ออาจจะไม่สามารถปั่นต่อไปได้

 

 

และตารางด้านล่างคือการเปลี่ยนแปลงของ  voluntary activation  ที่ถูกวัดจากการกระตุ้นสมอง ซึ่งน่าสนใจมากเพราะรูปแบบที่ออกมากลับเป็นมุมกลับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สำหรับข้อสรุปง่ายๆก็คือการออกกำลังแบบเข้มข้นแต่เป็นเวลาสั้นจะทำให้เกิดความเหนื่อยล้าอย่างมากในกล้ามเนื้อ  ในขณะที่การออกกำลังกายแบบเบาๆแต่เป็นเวลาที่นานขึ้นจะก่อให้เกิดความอ่อนล้าจากส่วนกลางในสมองและระบบประสาทมากกว่า

 

 

แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายแบบนั้นแม้ว่านี่จะเป็นการศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับความอ่อนล้าที่เกิดขึ้น  แต่สิ่งนึงที่แน่นอนคือผลลัพท์นั้นขึ้นอยู่กับประเภทของการออกกำลังกาย  ระยะเวลาและปัจจัยอื่นๆที่อาจส่งผลต่อความแตกต่างที่เกิดขึ้น  อย่างไรก็ตามมีข้อน่าสนใจที่เราได้จากการศึกษานี้  ประการแรกคือการศึกษานี้โต้แย้งแนวความคิดที่ว่าพวกเรามีระดับที่แน่นอนในการอดทนต่อความเมื่อยล้าที่กล้ามเนื้อ  แม้ว่าจะมีการสะสมแลคเตสในกล้ามเนื้อเวลาที่เราออกกำลังกายก็ตาม  แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง  ระยะเวลานึงแล้วเราจะพูดว่า”โอ๊ะมันถึงเวลาแล้ว  พอแค่นี้แหละ”  ในการศึกษาแสดงให้เห็นแล้วนักปั่นสามารถที่จะทนต่อความเมื่อยล้าที่เกิดขึ้นได้ในการปั่นที่ระยะสั้น

 

 

และในส่วนสำคัญที่น่าสนใจข้อที่สองคือผลลัพธ์จากการศึกษานี้มีความแตกต่างจากการศึกษาก่อนหน้าซึ่งปั่นโดยใช้การจับ pace ของตัวเอง  ซึ่งในการศึกษานี้ความอ่อนล้าในกล้ามเนื้อทำให้กล้ามทำงานของกล้ามเนื้อลดลง 11 เปอเซ็นในการทดลองระยะยาว  แต่ในการศึกษาโดยใช้การจับ pace  ตัวเองพบว่า  ในการปั่นระยะทาง 20 กิโล ซึ่งใช้เวลา 32 นาทีกล้ามเนื้อทำงานได้ลดลงถึง  31 เปอเซ็นต์  ในขณะที่อีกการทดสอบที่ 40 กิโล  ใช้เวลา66นาที  ลดลงไป 29 เปอร์เซ็นซึ่งมากกว่าการทดสอบใหม่

 

 

ทำไมถึงแตกต่างกัน  นักวิจัยให้ข้อสังเกตไว้ว่าน่าจะเป็นเพราะพวกเค้าสามารถสปริ้นได้ในช่วงที่จะจบ  และพอการสปริ้นทำให้เกิดความเหนื่อยล้าที่กล้ามเนื้อจำนวนมาก  และนี่ก็คืออีกข้อสังเกตนึงที่บอกให้เรารู้ว่ามันยากที่จะแปลผลการทดลองเพราะมันมีปัจจัยต่างๆอยู่มากมาย

 

 

จากการวิจัยทำให้ผมรู้สึกสนใจเป็นอย่างมากเกี่ยวกับความเมื่อยล้าที่เกิดขึ้นเวลาปั่น  และยังสามารถเอามาเปรียบเทียบกับเวลาที่เราปั่นจริงได้ด้วยว่าความรู้สึกกะผลทดลองเป็นอย่างไร  อย่างน้อยผมก็รู้แล้วล่ะว่าผมไม่ได้คิดไปเองว่า 800 เมตรนี่แหละมันโหดสุดแล้ว ช่วงเวลานั้นชุดปั่นจักรยานของผมแทบจะหลุดออกจากร่างเลยล่ะ

 

 

 

Leave a Comment