หยุดขอโทษทุกครั้งเมื่อปั่นจักรยานเป็นกลุ่ม

Posted by ชุดปั่นจักรยาน 16/09/2016 0 Comment(s)

 

 

 

 

หยุดขอโทษทุกครั้งเมื่อปั่นจักรยานเป็นกลุ่ม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ขอโทษที่ปั่นช้านะ”

 

 

 

ฉันมักจะพูดทำนองนี้บ่อยครั้ง แค่เปลี่ยนคำพูดไปมา ขณะพูดก็ชอบทำมือยุกยิกๆ บนชุดปั่นจักรยานเพราะรู้สึกอยู่ไม่สุขยังไงชอบกล

 

 

 

ขอโทษนะวันนี้รู้สึกปั่นได้ช้ามากเลย  ขอโทษนะที่ฉันปั่นจักรยานไม่เก่ง  ขอโทษนะที่ฉันปั่นได้ช้ากว่าทุกๆ คน  ขอโทษนะทางนี้มันยากเกินกว่าความสามารถฉัน  หรือแม้กระทั่งยกเหตุผลแปลกๆ เช่น  ขอโทษนะโซ่จักรยานฉันหลุด  เลยโดนหมาบ้าไล่กัดชุดปั่นจักรยานจนหลุดลุ่ยเลย  ยังไงก็ตามขอโทษนะที่ปั่นได้ช้ามากๆ ขอโทษนะที่วันนี้รู้สึกเสื้อจักรยานมันรัดไปหน่อย อะไรทำนองนี้

 

 

 

อันที่จริงฉันไม่ได้ปั่นจักรยานได้ช้าขนาดนั้นหรอกนะ  แต่มันเป็นเพราะฉันมักจะไปอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ฉันปั่นได้ช้ากว่าคนอื่นในกลุ่มเท่านั้น  หรือไม่งั้นก็เป็นคนที่อยู่รั้งท้าย  และนี่ก็เป็นความเป็นจริงของนักปั่นหน้าใหม่  ที่ถูกรายล้อมไปด้วยนักปั่นที่มีประสบการณ์ทั้งหลาย  ฉันรู้ดีว่า ณ ตอนนี้ความสามรถฉันได้ระดับนี้ก็น่าพอใจแล้ว  แต่ทุกครั้งที่คนอื่นๆ ต้องรอฉันนั้นฉันรู้สึกแย่มากๆ เลย  และลงท้ายก็ไม่พ้นที่ฉันจะต้องกล่าวคำขอโทษทุกๆ ครั้ง  ฉันเสียใจจริงๆ ที่ฉันปั่นได้ช้า  ขอโทษที่ทำให้ทุกคนต้องรอนะ บลา บลา บลา

 

 

 

ปัญหากับการที่คุณพูดว่าฉันปั่นได้ช้าทุกๆ ครั้ง  ไม่ว่าคุณจะเชื่อว่าคุณปั่นได้ช้าหรือไม่ก็ตามแต่  นั่นเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรทำถ้าคุณยากจะปั่นจักรยานได้เร็วขึ้น  ฉันเคยลองพยายามที่จะหยุดพูดคำพูดเหล่านี้มาก่อน  แต่มันก็ไม่เกิดผลเมื่อฉันปั่นมาถึงและพบว่าทุกคนกำลังรอฉันอยู่  ฉันรู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องพูดอะไรบางอย่างไปครั้ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วสำหรับฉันที่เป็นผู้หญิง  ฉันรู้สึกว่าการทำให้คนอื่นลำบากมันเป็นอะไรที่ฉันไม่ชอบเลย  (อันที่จริงเพื่อความแฟร์  ฉันก็ได้ยินผู้ชายพูดเหมือนกันนะว่า  ขอโทษที่ผมปั่นได้ช้า  เพียงแต่ไม่ได้ยินบ่อยเท่าแค่นั้นเอง) อย่างไรก็ตามถ้าคุณไปถึงเป็นคนสุดท้ายแล้วเพิกเฉยไม่พูดไรเลย  คนที่รอคุณอยู่คงจะคิดว่าคุณโกรธไรอยู่  เมื่อเค้าถามไรคุณเช่น  คุณโอเคไหม  สุดท้ายแล้วก็ไม่พ้นที่คุณก็ตอบ  “ไม่  ฉันแค่ปั่นได้ช้าเท่านั้น”  และหลังจากนั้นมันก็จะอึดอัดน่าดูทีเดียวเชียวล่ะ นอกจากนั้นคุณยังจะรู้สึกแย่กว่าเดิมอีกด้วย 

 

 

 

ยังไงก็เถอะ  หลังจากนั้นฉันได้เห็นบนเฟสบุ๊คเพื่อนฉันเกี่ยวกับบทความว่า  หยุดพูดคำว่าขอโทษ  และเปลี่ยนมาพูดว่าขอบคุณแทนซะ  หลังจากนั้นเหมือนฉันได้ไอเดียใหม่ๆเลยล่ะ  ฉันเปลี่ยนมาพูดขอบคุณแทนในทริปการขี่ต่อๆไป  และพบว่าผลลัพท์มันน่าทึ่งมาก  ฉันลองกลยุทธ์นี้ครั้งแรกโดยการขี่มอเตอร์ไซค์และจบลงด้วย  คนขี่สองคนต้องลงกลับมาช่วยฉันที่ขี่ไปติดอยู่ตรงซอกต้นไม้  แต่พวกเขาก็บอกฉันนะว่าทางนี้มันยากสุดแล้วในแถบๆนี้  (ซึ่งมันทำให้ฉันฉุกคิดได้ว่าแล้วทำมาต้องพาฉันมาทางนี้ด้วยนะ  แต่ยังไงก็ตามมันก็สนุกจริงๆแหละ)  ครั้งที่สองฉันลองกับการปั่นจักรยานดู  ครั้งนี้ฉันต้องปั่นขึ้นทางราบสูง  และแน่นอนฉันปั่นได้ช้ามากจริงๆ  ขนาดปั่นจนชุดปั่นจักรยานฉันชุ่มไปด้วยเงื่อ  แต่ก็ไม่ได้มีทีท่าว่ามันจะไปเร็วขึ้นเลย  สุดท้ายแล้วฉันไม่พูดหรอกนะว่าฉันปั่นได้ช้า  ฉันบอกกับพวกเขาว่าขอบคุณทุกคนที่รอฉันและอดทนรอกันอยู่  มันได้ผล  บางคนถึงกับพูดขึ้นมาว่า  “มันเยี่ยมไปเลยที่ได้ขี่ร่วมกับคนที่ปั่นไปตามจังหวะของตัวเองและสนุกไปด้วย”  แน่นอนได้ฟังเช่นนั้นมันส่งผลแง่บวกมากเลยล่ะ

 

 

 

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงคิดว่ากลยุทธ์นี้มันได้ผล  เมื่อคุณขอบคุณพวกเขา  พวกเขาจะรู้สึกว่าพวกเขาช่วยเหลือคุณอยู่  (เขาช่วยคุณนั่นแหละอันที่จริง)  และทำสิ่งที่ดี  พวกเขาจะรู้สึกภูมิใจ  พวกเขารู้อยู่แล้วว่าก่อนที่จะปั่นพร้อมคุณนั้นว่าความสามรถคุณอยู่ระดับไหน  พวกเขารู้อยู่แล้วว่าจะต้องรอคุณ เพียงแต่ที่ต่างออกไปคือพวกเขารู้สึกดีที่คุณก็รู้สึกขอบคุณที่พวกเขาเสียเวลารอคุณ

 

 

 

แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณพูด  ขอโทษนะฉันปั่นช้าไปหน่อย  มันทำให้บรรยากาศมันน่าอึดอัด  ไม่ว่าคุณจะคิดเช่นนั้นจริงๆหรือไม่ก็ตามมันก็เหมือนกับเวลาที่แฟนสาวบอกกับแฟนหนุ่มว่า  ฉันดูอ้วนในชุดนี้  และแฟนสาวก็หวังที่ว่าแฟนหนุ่มของเธอนั้นจะบอกว่า  ไม่หรอก  เธอผอมจะตายไป  ฉันจะบอกความจริงให้คุณรู้นะ  ถ้าพวกเขาปั่นได้เร็วกว่าคุณแล้วล่ะก็  เค้าก็คงคิดแหละว่าคุณปั่นได้ช้า  หรือบางทีพวกเขาอาจจะไม่ได้สนใจมันเลยด้วยซ้ำ   และถึงแม้พวกเขาจะคิด  คุณก็ไม่จำเป็นต้องคิด  เพราะคุณรู้ดีว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่  คุณทำดีที่สุดแล้วและไม่ว่าใครจะบอกว่าคุณปั่นได้เร็ว  ปั่นได้ช้า มันก็ไม่มีผลใดๆต่อคุณ

 

 

 

เมื่อคุณขอบคุณคนรอบๆตัวคุณที่รอคุณอยู่  หรือแม้กระทั่งชมพวกเขาว่าพวกเขาปั่นได้เร็วจริงๆเลย  มันทำให้การปั่นนั้นเป็นไปในแง่บวก  มีแต่พลังด้านบวก  ไม่เพียงแต่คุณจะเลิกส่งสัญญาณผิดๆไปยังตัวคุณ  แต่คุณยังทำให้คนอื่นรู้สึกดีขึ้น  และพวกเขาจะตอบแทนคุณด้วยการให้กำลังใจคุณ  มากกว่าการแค่นั่งรอและรู้สึกอึดอัดทั้งสองฝ่าย  ด้วยวิธีการง่ายๆเช่นนี้  ก็เปลี่ยนให้ทุกคนเป็นผู้ชนะกันหมด ต่อให้ชุดปั่นจักรยานของฉันจะเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อชโลม ฉันก็ว่ามันคุ้มกับมิตรภาพที่ได้รับนะ

 

Leave a Comment